วันศุกร์ที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2551

PERT 2

การวิเคราะห์ข่ายงาน PERT/CPM

การวิเคราะห์ข่ายงาน PERT/CPM มีวัตถุประสงค์เพื่อหาวิถีวิกฤตของโครงการ ขั้นตอนการวิเคราะห์
ข่ายงานประกอบด้วย
การแยกแยะงาน (job berakdown) เป็นขั้นตอนการแจกแจงของกิจกรรมต่างๆ ที่จำเป็นต้องทำใน
โครงการทั้งหมดว่า มีกิจกรรมอะไรบ้างที่ต้องทำ กิจกรรมต่างๆ มีความสัมพันธ์กันอย่างไร กิจกรรมใดต้องทำก่อน กิจกรรมใดต้องทำหลัง
การประมาณการเวลาของกิจกรรม (activity time estimation) เป็นการประมาณการเวลาที่ต้องใช้ทำ
แต่ละกิจกรรมโดยอาศัยผู้ชำนาญงานในแต่ละกิจกรรม สำหรับข่ายงาน CPM การประมาณการจะทำ
โดยประมาณการเพียงค่าเดียว โดยถือว่าค่านี้มีความเป็นไปได้มากที่สุด มีโอกาสน้อยมากที่จะเกิดความ
คลาดเคลื่อน




เขียนข่ายงาน (draw network) เมื่อได้แยกแยะกิจกรรมต่างๆ ที่ต้องทำตลอดจนความสัมพันธ์ของ
กิจกรรมต่างๆ ในโครงการ และประมาณการเวลาในการทำกิจกรรมแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการเขียนข่ายงานโดยอาศัยหลักการที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น


วิเคราะห์หาวิถีวิกฤต (critical path analysis) หลังจากเขียนข่ายงานเสร็จแล้วขั้นตอนสุดท้ายคือการหา
วิถีวิกฤตของข่ายงาน จากวิถีวิกฤตนี้จะทำให้ทราบถึงเวลาแล้วเสร็จของโครงการว่าเป็นเท่าใด และกิจกรรม
ใดบ้างที่อยู่ในวิถีวิกฤต ซึ่งจะทำไปสู่การวางแผนตัดสินใจเพื่อควบคุมโครงการ หรือเร่งรัดโครงการต่อไป


พื้นฐานการวิเคราะห์ข่ายงาน
ในการคำนวณหาวิถีวิกฤตจำเป็นต้องทราบถึงนิยามต่างๆ ที่ใช้ในการวิเคราะห์ดังต่อไปนี้คือ

เวลาเริ่มต้นเร็วที่สุด (earliest start, ES) หมายถึง เวลาเร็วที่สุดที่กิจกรรมจะสามารถเริ่มต้นทำได้
เวลาแล้วเสร็จเร็วที่สุด (earliest finish, EF) หมายถึง เวลาเร็วที่สุดที่กิจกรรมสามารถทำเสร็จได้
เวลาเริ่มต้นช้าที่สุด (Latest start, LS) หมายถึง เวลาช้าที่สุดที่กิจกรรมจะสามารถเริ่มต้นได้ โดยไม่ทำ
ให้เวลาแล้วเสร็จของโครงการล่าช้าไปกว่าที่วางแผนไว้
เวลาแล้วเสร็จช้าที่สุด (Latest finish, LF) หมายถึง เวลาช้าที่สุดที่กิจกรรมจะสามารถทำเสร็จได้ โดย
ไม่ทำให้เวลาแล้วเสร็จของโครงการล่าช้าไปกว่าที่วางแผนไว้
เวลาลอยตัวอิสระ (free float, FF) หมายถึง เวลาที่กิจกรรมสามารถเลื่อนเวลาเริ่มต้นหรือทำล่าช้า
ออกไปจากที่กำหนด โดยไม่มีผลกระทบที่จะทำให้เวลาแล้วเสร็จของโครงการเสร็จล่าช้ากว่ากำหนด และไม่มีผลทำให้กำหนดเวลาเริ่มต้นของกิจกรรมอื่นที่ตามหลังต้องเลื่อนตามไปด้วย

เวลาลอยตัวรวม (total float, TF) หมายถึง เวลาที่กิจกรรมสามารถเลื่อนเวลาเริ่มต้นหรือทำล่าช้า
ออกไปจากที่กำหนด โดยไม่มีผลกระทบที่จะทำให้เวลาแล้วเสร็จของโครงการเสร็จล่าช้ากว่าที่กำหนด แต่อาจทำให้เวลาเริ่มต้นเร็วที่สุดของกิจกรรมที่ตามหลังเลื่อนตามไปด้วย

วิถีวิกฤต (critical path) เป็นวิถีที่ประกอบด้วยกิจกรรมที่มีเวลาลอยตัวเป็นศูนย์
การคำนวณเวลาเริ่มต้นเร็วที่สุด (ES) และเวลาแล้วเสร็จเร็วที่สุด (EF) ทำโดยอาศัยหลักเกณฑ์สำคัญ 2
ประการ คือ
1. เวลาแล้วเสร็จเร็วที่สุดของกิจกรรมมีค่าเท่ากับเวลาเริ่มต้นเร็วที่สุดของกิจกรรมบวกกับเวลาที่ใช้ใน
การทำกิจกรรมนั้น ซึ่งสามารถเขียนเป็นความสัมพันธ์ คือ
EF = ES + t
เมื่อ t เป็นเวลาในการทำกิจกรรม
2. สำหรับวงกลมที่มีกิจกรรมเข้าเพียงกิจกรรมเดียว ES ของกิจกรรมต่างๆ ที่ออกจากวงกลมนั้น จะมี
ค่าเท่ากับ EF ของกิจกรรมที่เข้าสู่วงกลม แต่ถ้ามีกิจกรรมหลายกิจกรรมเข้าที่วงกลม ES ของ
กิจกรรมที่ออกจากวงกลมมีค่าเท่ากับค่า EF ที่มากที่สุดของกิจกรรมที่เข้าวงกลม

วันพฤหัสบดีที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2551

Bee Product Industry Co.,LTD.

ประวัติความเป็นมา
Exploer > ค้นพบ > research > develop

Vision
1 มุ่งมั่นสู่ความสากล
2 R&D
3 สร้างมาตรฐาน
4 รักษาคุณภาพ
5 พึงพอใจของผู้บริโภค
6 แหล่งข้อมูล องค์ความรู้

* Green clean and safty product

ปรัชญา คุณธรรม จริยธรรม นำธุรกิจ

การควบคุมการผลิตจากฟาร์ม
1 ฟาร์มผู้ผลิต ตรวจสอบจาก ห้องปฏิบัติการ การควบคุมมาตรฐาน GAP GMP HACCP
2 การควบคุมกาผลิต
3 การขนส่ง

อุปสรรค
- ความไม่รู้ (ให้การอบรม เปิดโอกาส องค์ความรู้)
- ทุน (เครื่องมือ เทคโนโลยี ได้รับการสนับสนุน จากหน่วยงานรัฐบาล

HR
- การยอมรับ
- หน้าที่ การทำงานเป็นทีม ความรู้ความสามารถ
- Knowlaged Based

การสนับสนุนเกษตรกร
ก่อตั้งสมาคมผู้เลี้ยงผึ้ง
การให้ความรู้ การจัดการ ด้านคุณภาพ
การประกันราคา

อุตสาหกรรมการเลี้ยงผึ้ง
สามารถเติบโตได้อีก อาศัย cluster ที่เข้มแข็ง ,พันธมิตรธุรกิจ ,ความรู้ + creative ,หน่วยงานของรัฐบาลต้องสนับสนุนอย่างเข้มแข็ง สร้างเครือข่าย และพัฒนาไปด้วยกันได้ ทำให้แต่ละส่วนใน cluster สามารถพึ่งพาตนเอง และสนับสนุนซึ่งกันและกัน ได้อย่างยั่งยืน

Good Governance
1 ซื่อสัตย์
2 เปิดเผย
3 รับผิดชอบ ตรวจสอบได้
4 ชอบธรรม
5 คุณภาพ
6 มาตรฐาน

วันพุธที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2551

เทคโนโลยีสู่ธุรกิจเกษตร : สวทช

เทคโนโลยีสู่ธุรกิจเกษตร

วิราภรณ์ จินดามณี
(คลัสเตอร์อาหารและการเกษตร) สวทช.
28 กันยายน 2551

ปัจจัยคุกคามด้านเกษตรและอาหาร
· global warming สภาวะอากาศ แล้ง น้ำท่วม ฤดูกาลเปลี่ยนไป โรคระบาดbiotic, abiotic stress
· การกีดกันทางการค้า biosecurity
· วิกฤตพลังงานอาหาร vs พลังงาน
· ขาดแคลนทรัพยากร น้ำ พื้นที่เกษตรเสื่อมโทรม/ใช้ไม่เหมาะสม
· ผู้บริโภค อาหารปลอดภัย คุณค่าทางโภชนาการ
· ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี

คลัสเตอร์อาหารและการเกษตร :
6 โปรแกรมวิจัย
1. โปรแกรมกุ้ง
2. โปรแกรมยาง
3. โปรแกรมเมล็ดพันธุ์
4. โปรแกรมวิจัยและพัฒนาพืชเศรษฐกิจ
5. โปรแกรมเทคโนโลยีบรรจุภัณฑ์ อุปกรณ์และเครื่องจักรกลเพื่อการเกษตรและอาหาร
6. โปรแกรมการวิจัยพัฒนาและนวัตกรรมเพื่ออุตสาหกรรมอาหาร

.
.
.
บทบาทของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
“ในอุตสาหกรรมอาหาร”


อุตสาหกรรมอาหารของไทย
1. อุตสาหกรรมแปรรูปปศุสัตว์ สินค้าที่สำคัญในกลุ่มนี้ ได้แก่ ไก่แช่เย็นแช่แข็ง สินค้าสำเร็จรูปจากเนื้อไก่และสุกร เช่น ไส้กรอก ลูกชิ้น หมูหยอง และหมูแผ่น เป็นต้น
2. อุตสาหกรรมประมง สินค้าที่สำคัญในกลุ่มนี้ ได้แก่ กุ้งสดแช่เย็นแช่แข็ง ปลาหมึกแช่เย็นแช่แข็ง ปลาทูน่ากระป๋อง อาหารทะเลอบแห้ง และอาหารทะเลกระป๋อง เป็นต้น
3. ผักและผลไม้แปรรูป สินค้าที่สำคัญในกลุ่มนี้ ได้แก่ สับปะรดกระป๋อง น้ำสับปะรด ผักผลไม้ แช่เย็นแช่แข็ง ผักผลไม้กระป๋อง ผักผลไม้อบแห้งแช่อิ่ม และน้ำผลไม้อื่น ลำไย
4. ข้าวและผลิตภัณฑ์จากธัญพืช สินค้าที่สำคัญในกลุ่มนี้ ได้แก่ ข้าว แป้งข้าวเจ้า แป้งข้าวเหนียว แป้งมันสำปะหลัง เส้นหมี่ และบะหมี่



โครงสร้างอุตสาหกรรมอาหารไทย
• อุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มมีรากฐานการผลิตที่เข้มแข็งกว่าประเทศในภูมิภาคเดียวกัน
• บริษัทแปรรูปอาหารรายใหญ่ส่วนใหญ่เน้นส่งออก
• มีการพึ่งพิงตลาดต่างประเทศค่อนข้างมาก

ปัจจัยที่มีผลต่อการขยายตัวของอุตสาหกรรมอาหาร
• การเพิ่มขึ้นของประชากรวัยทำงานและแรงงานอายุน้อย ทำให้อาหารสำเร็จรูปพร้อมรับประทานและอาหารแปรรูปมีแนวโน้มขยายตัว เพราะสอดคล้องกับวิถีการดำเนินชีวิต
• มีความคำนึงถึงแบรนด์สินค้ามากขึ้น และเปลี่ยนรูปแบบการจับจ่ายมาเป็นซูเปอร์มาร์เก็ตหรือห้างสรรพสินค้า เพราะความสะดวกและหลากหลายของสินค้า
• การขยายตัวของธุรกิจค้าปลีก ทำให้รูปแบบสินค้ามีการพัฒนาและมีลู่ทางด้านการตลาดเร็วขึ้น เช่น อาหารแช่แข็ง
• การเพิ่มขึ้นของกลุ่มคนที่เป็นห่วงสุขภาพทำให้เกิดอุปสงค์สำหรับสินค้าอาหารเพื่อสุขภาพ และ Functional Food
• การเพิ่มขึ้นของจำนวนโรงแรม รีสอร์ท และสถานบริการนักท่องเที่ยว
• นักท่องเที่ยวต่างชาติและความสามารถในการเข้าถึงข้อมูลต่างประเทศมีมากขึ้น
• การใช้วัตถุดิบนำเข้าเพื่อแปรรูป ทำให้พัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ และสินค้าหลากหลายได้ต่อเนื่อง
• ความสนใจและให้ความสำคัญกับสุขภาพของผู้บริโภค
• การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการบริโภค ทำให้เกิดการลงทุนผลิตสินค้าพร้อมรับประทานและอาหารแช่แข็ง
• การเติบโตของธุรกิจอาหารฟาสต์ฟูดส์ เร่งให้อุตสาหกรรมอื่นๆ ขยายตัว เช่น เบเกอร์รี่ ผลิตภัณฑ์นม รวมทั้งอุตสาหกรรมเนื้อสัตว์
• การยกระดับคุณภาพมาตรฐานการผลิต เพื่อรักษาตลาดและศักยภาพด้านการแข่งขัน เช่น สินค้าอาหารทะเลแปรรูปของไทย ซึ่งใหญ่เป็นอันดับ 4 ในเอเชีย

อุตสาหกรรมอาหารในศตวรรษที่ 21
· Food Safety
· Regulation/ Standards
· Food Security


ศักยภาพการแข่งขันของอุตสาหกรรมอาหารของไทย
ความได้เปรียบของประเทศไทย

• เป็นแหล่งวัตถุดิบ
• มีรากฐานเทคโนโลยีเป็นของตนเอง
• แรงงานมีฝีมือ มีความปราณีต เป็นที่ยอมรับของทั่วโลก
• การสนับสนุนของภาครัฐ เช่น ปี 2547 “ครัวไทยสู่โลก” และ ปี 2549 “ปีอาหารปลอดภัย”

อุปสรรคที่ส่งผลกระทบ
• อิทธิพลของผู้ค้าอาหารรายใหญ่
• มาตรการต่างๆ เช่น Food Safety, WTO, FTA
• การถดถอยของเศรษฐกิจโลก

ปัญหาและอุปสรรค
• บุคลากรที่มีความสามารถด้าน R&D และตรวจวิเคราะห์อยู่ในภาคธุรกิจค่อนข้างน้อย
• ผลงานวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์มีมาก แต่ได้รับความสนใจน้อย
• ขาดแคลนข้อมูลและผลงานวิจัยด้านความปลอดภัยอาหาร
• ขาดการให้บริการด้านการตรวจวิเคราะห์ที่เพียงพอ
• ขาดการบริหารจัดการที่ดีตลอดห่วงโซ่อาหาร

กลยุทธ์/แนวทางแก้ปัญหา
• เน้นผลิตภัณฑ์ที่สร้างมูลค่าเพิ่ม
• พัฒนางานวิจัยและฐานข้อมูลด้านความปลอดภัยเพื่อสนับสนุนและต่อรองทางการค้า
• พัฒนาศักยภาพการตรวจวิเคราะห์ทั้งในส่วนของบุคลากรและเทคนิค/ห้องปฏิบัติการ
• ส่งเสริมความร่วมมือกับภาคเอกชนทั้งในส่วนของบุคลากร และโจทย์วิจัยที่ตรงกับความต้องการ

บทบาทของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
Raw material
• Improve quality
• Increase productivity
• Extended shelf-life

Processing
• Increase productivity
• Reduced cost
• Waste utilization
• Quality improvement

Product
• packaging
• New and innovation product
• Diversified verities of products
• Safety, quality and standard


(หัวข้ออื่น ของ สวทช ดูในสไลด์ได้ , อ.อารี ถามในห้องว่าจากการฟังบรรยาย นศ.สามารถนำความรู้ไปประยุกต์ หรือ เกิดไอเดีย เกี่ยวกับธุรกิจเกษตรอย่างไร ,จับประเด็นที่สนใจ ค้นคว้าต่ออีกซักหน่อย + ขยายความ เตรียมๆไว้ ตอบในห้องสอบ 1 ข้อ ,,)

final exam on 4th Oct 08



วิชาอ.ลักษมี
หัวข้อ
*การวิเคราะห์กรณีศึกษา (ไก่ย่าง ,7-11 ,แมคโคร)
*การวิเคราะห์ปัจจัยอื่นๆเพิ่มเติม
*value chain พลวัตรทางคุณค่า
*กลยุทธ์ระดับธุรกิจ







มีชีทอะไรเตรียมไปวันสอบด้วย เผื่อ open book




วิชาอ.อารี
* สวทช 1 ข้อ
* อ.ปุ่น ,PERT/CPM ,+ Monte carlo (มั้ง)


* เบทาโกร
---> ผลิตอาหารสุขภาพ ,ปลอดภัย
การตรวจสอบย้อนกลับ RFID }}

การป้องกันการติดเชื่อในฟาร์ม

ฐานการผลิตการเกษตร อาหารคน+อาหารสัตว์ (หมู ไก่เนื้อ ไก่ไข่)

เครือข่ายธุรกิจ

การจัดการสินค้าคงคลัง

* contract farm , โครงการจ้างเลี้ยง
เกษตรกรเป็นผู้ลงทุน เบทาโกร ศึกษาศักยภาพของเกษตรกรแต่ละราย มีการส่งเสริมด้านองค์ความรู้ต่าง ๆ คำนวณการเลี้ยง การให้อาหาร ผลตอบแทนและระยะเวลาการคืนทุน ,เบทาโกรมีบริษัทรับสร้างโรงเรือน e-vap ชื่อ B-inter

โรงเรือนระบบ Evap ย่อมาจาก Evaporative Cooling Greenhouse

หลักการของโรงเรือนระบบ Evap. ก็คือโรงเรือนที่ควบคุมสภาวะแวดล้อมให้เหมาะสมสำหรับการเลี้ยงสัตว์ โดยการระบายความร้อนที่อยู่ภายในโรงเรือนด้วยการระเหยน้ำ กล่าวคือเป็นระบบที่คอยจัดการกับความร้อนที่เกิดขึ้นกับตัวสัตว์ ตัวโรงเรือน โดยการพาความร้อนดังกล่าวนี้ออกนอกโรงเรือน ความร้อนมันไปเองไม่ได้จึงต้องอาศัยพัดลมระบายอากาศดูดออก เมื่ออากาศภายในถูกดูดออก อากาศภายนอกจะเข้ามาแทนที่ โดยจะควบคุมให้อากาศภายนอกเข้ามาแทนที่ผ่านทางช่องที่ติดตั้งแผ่นระเหยน้ำ (Cooling pad) โรงเรือนในส่วนอื่นๆ จะต้องปิดให้มิดชิด

1. ต้องปิดโรงเรือนให้มิดชิด

2. ติดตั้งพัดลมระบายอากาศ

3. ติดตั้งแผ่นระเหยน้ำ ปั๊มสูบน้ำ และระบบน้ำหมุนเวียน

4. Microprocessors ที่ควบคุมอุณหภูมิและความชื้น


คำนวณค่า

FCR ประสิทธิภาพการเปลี่ยนอาหาร (Feed conversion ratio, FCR)
FCG ต้นทุนค่าอาหารต่อน้ำหนักสุกรที่เพิ่มขึ้น 1 กิโลกรัม (Feed cost per weight gain, FCG)


* HR
ทรัพยากรมนุษย์ R&D ทุกสายงาน


00 ผลิตภัณฑ์ใหม่ เนื้อหมู s pure ที่ไม่ใช้ยาปฏิชีวณะ ทั้งในอาหารและยา , โดยการผลิตอาหาร ก็จะแยกสายการผลิตออกจากสายปกติโดยเด็ดขาด






วันพฤหัสบดีที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2551

New Modernize Warehouse Management

New Modernize Warehouse Management
การจัดการคลังสินค้า..ยุคใหม่

 โดยธนิต  โสรัตน์
ประธาน V-SERVE GROUP

             Warehouse หรือคลังสินค้าหรือเรียกชื่อได้หลายอย่าง เช่น โกดัง , สโตร์ เป็นที่รู้จักของบุคคลและธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการค้าการขายมานานแล้ว กล่าวได้ว่า กิจกรรมด้านโลจิสติกส์ที่คนไทยคุ้นเคยรองจากภาคการขนส่ง ก็คือ เรื่องที่เกี่ยวกับคลังสินค้า อย่างไรก็ดี ลักษณะพิเศษของคนไทยก็มักจะรู้ไปทุกเรื่อง แต่ส่วนใหญ่ก็จะรู้ไม่จริง ดังเช่นกรณีของ .............................................


วันพฤหัสบดีที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2551

PERT/CPM

การวางแผนและควบคุมโครงการได้อย่างมีประสิทธิภาพ
1 โครงการต้องมีกิจกรรมหรืองานย่อยอะไรบ้าง มีความสัมพันธ์อย่างไร ลำดับขั้นตอน
2 ระยะเวลา
3 กิจกรรมวิกฤติ critical cativity ที่มีผลกระทบต่อเวลาแล้วเสร็จทั้งโครงการ
4 ความยืดหยุ่นในแต่ละกิจกรรม ที่จะไม่มีผลต่อเวลาแล้วเสร็จ
5 สามารถเร่งกิจกรรมใดที่ลดต้นทุนได้ โดยไม่กระทบกับประสิทธิภาพ

การวิเคราะห์ข่ายงาน PERT/CPM
* แยกแยะงาน Job breakdown 
* ประมาณการเวลาของกิจกรรม activity time estimation ,คลาดเคลื่อนน้อยที่สุด

PERT Chart
+ เป็นแผนภาพแสดงกิจกรรมของโครงการที่เชื่อมโยงกันในลักษณะของเครือข่าย ทำให้ทราบว่าจะต้องดำเนินกิจกรรมใดให้เสร็จสิ้นก่อนกิจกรรมถัดไป
+ โดยแต่ละกิจกรรมแทนด้วยวงกลม และเชื่อมโยงด้วยลูกศร เรียกว่า Node บอกให้ทราบถึงจุดเริ่มต้นและสิ้นสุด
+ เหมาะสำหรับโครงการใหม่
+ กำหนดเวลาของ Chart เป็นการกำหนดในรูปความน่าจะเป็น Probabilistic 

CPM Chart : เหมาะสำหรับโครงการที่เกิดขึ้นแล้วในอดีต มีข้อมูลและกำหนดเวลาได้อย่างแน่นอน Deterministic 

เส้นทางวิกฤต Critical Path : เส้นทางที่ใช้เวลาดำเนินกิจกรรมของโครงการ นานที่สุด หาเส้นทางที่เหลือเวลาน้อยที่สุด ใช้เวลานานที่สุด 

การกำหนดระยะเวลาด้วย Statistic 
- แยกแยะกิจกรรมของโครงการ
- กำหนดกิจกรรมที่ต้องดำเนินให้เสร็จสิ้นก่อนกิจกรรมต่อไป
- กำหนดระยะเวลาทั้งหมด 3 ค่า
   / เวลาทำกิจกรรมให้เสร็จสิ้นเร็วสุด Optimistic
   / เวลาทำกิจกรรมให้เสร็จสิ้นช้าที่สุด Pessimistic
   / เวลาทำกิจกรรมให้เสร็จสิ้นที่เป็นไปได้มากที่สุด Realistic

ขั้นตอนที่ 1 แยกแยะ กิจกรรมของโครงการ
1-........

ขั้นตอนที่ 2 กำหนดกิจกรรมก่อนหน้า (กำหนดระยะเวลาแต่ละกิจกรรม)

ขั้นตอนที่ 3 คำนวณหาระยะเวลาที่คาดหวัง

ขั้นตอนที่ 4 วาดแผนภาพ PERT/CPM

ขั้นตอนที่ 5 คำนวณหาเส้นทางวิกฤต
  1 เริ่มหาจากวันแรกสุด
  2 เริ่มหาจากวันสุดท้าย
  3 คำนวณหาค่าเวลายืดหยุ่น Slack Time

ข้อแตกต่างระหว่าง Gantt และ PERT/CPM
Gantt Chart
- เหมาะสำหรับโครงการที่มีขนาดเล็ก
- สามารถแสดงให้เป็นถึงกิจกรรมที่ทำในเวลาเดียวกันได้
- แสดงกิจกรรมที่สำคัญต่อโครงการได้ Critical Path

PERT/CPM Chart
- เหมาะสำหรับโครงการที่มีขนาดใหญ่
- สามารถแสดงกิจกรรมที่สำคัญได้ ทำให้มีการควบคุมการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า


วันจันทร์ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2551

วันอังคารที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2551

การวิเคราะห์กรณีศึกษา

การวิเคราะห์กรณีศึกษา ความมุ่งหมายของกรณศึกษา คือ การเปิดโอกาสให้ประยุกต์ใช้แนวคิดของการบริหารเชิงกลยุทธ์

โดยทั่วไปการวิเคราะห์รายละเอียดของกรณีศึกษาควรจะครอบคลุม 8 ด้าน
1 ประวัติ การพัฒนา การเจริญเติบโตของบริษัท
2 ระบุจุดอ่อน จุดแข็งภายในบริษัท
3 การวิเคราะห์สภาพแวดล้อมภายนอกบริษัท
4 การวิเคราะห์ SWOT
5 การวิเคราะห์ กลยุทธ์ระดับบริษัท
6 การวิเคราะห์ กลยุทธ์ระดับธุรกิจ
7 การวิเคราะห์โครงสร้างและระบบการควบคุม
8 ข้อเสนอแนะ


ที่มา

สมยศ นาวีการ ,รศ. 2544 "การบริหารเชิงกลยุทธ์"

วันอาทิตย์ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2551

Bullwhip effect 2

Supply chain Management

Bullwhip Effect เอาไว้เขียนโดย อาร์.ไมเคิล โดโนแวน ผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหาร Supply Chain ระบุสาระเอาไว้ดังนี้

วัตถุประสงค์ของการบริหารระบบการจัดส่งสินค้า (Supply Chain) ก็คือ เพื่อทำให้เกิดการไหลเวียนของข้อมูลข่าวสารที่มีคุณภาพสูงด้วยความเร็วสูง ซึ่งจะทำให้ซัพพลายเออร์สามารถจัดส่งสินค้าไปถึงมือลูกค้าได้ทันตามกำหนดเวลาโดยไม่มีการติดขัด

อย่างไรก็ตาม ความลังเลต่อการสั่งสินค้าโดยไม่มีการวางแผนล่วงหน้า รวมไปถึงสาเหตุอันเนื่องมาจากสินค้าหมดสต็อก จะทำให้เกิดการบิดเบือนผิดรูปไปในกระบวนการจัดส่งสินค้า ซึ่งสามารถสร้างความเสียหายและทำลาย supply chain นั้นๆ ได้ โดยสาเหตุนั้นมีอยู่หลายประการ และบ่อยครั้งก็มักจะเป็นสาเหตุที่ประกอบร่วมกัน ทำให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า Bullwhip Effect

สิ่งที่ทำให้เกิดการบิดเบือนความต้องการโดยทั่วไป ได้แก่ ตัวลูกค้า, นโยบาย, การทำโปรโมชั่น, กระบวนการ, การขาย, ระบบการผลิต และซัพพลายเออร์
ความต้องการสินค้าโดยปราศจากการวางแผน ส่งผลให้เกิด ภาวะความต้องการจำนวนมาก ซึ่งอาจจะเป็นเพียงสัญญาณที่ขาดหายไปเพียงชั่วระยะเวลาสั้นๆ ของลูกค้าแต่ละราย แต่ความยุ่งยากนั้นได้สะท้อนกลับมายังระบบการจัดส่งสินค้า และบ่อยครั้งส่งผลให้เกิดปัญหาใหญ่และต้นทุนที่สูงขึ้น ซึ่งผู้ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดก็คือซัพพลายเออร์ที่อยู่ท้ายสุดในห่วงโซ่ของระบบ

หลายต่อหลายครั้งความต้องการที่โลเลไม่แน่นอนเหล่านี้ ทำให้เกิด การแข่งกันผลิตอย่างบ้าคลั่ง ด้วยความต้องการเข้าครอบครองและเร่งให้มีการจัดส่งวัตถุดิบมากขึ้น รวมทั้งการจัดตารางเวลาสำหรับการผลิตเสียใหม่

ผลกระทบที่มีต่อผลการดำเนินงานของธุรกิจก็คือ รายการสินค้าในสต็อกมีมากเกินไป ทำให้เกิดปัญหาเรื่องคุณภาพ ต้นทุนค่าวัตถุดิบที่สูงขึ้น ค่าล่วงเวลา และต้นทุนการขนส่งสินค้า
ในกรณีที่เลวร้ายยิ่งกว่านั้นก็คือ มาตรฐานการบริการลูกค้าตกต่ำลง ระยะเวลาการจัดส่งนานขึ้น ยอดขายลดลง ต้นทุนเพิ่มขึ้น และกำลังการผลิตที่เปลี่ยนแปลงไปในที่สุด นี่คือ Effect อย่างร้ายแรงที่จะเกิดขึ้นได้ ลองนึกถึงการหวดแส้ เมื่อเราขยับแกว่งข้อมือเล็กน้อยแต่ปลายแส้จะแกว่งมากกว่าข้อมือเราเป็นอันมาก ในการอธิบายกราฟจะหมายถึงกราฟที่แกว่งแบบน้อยๆ เมื่อจุดเริ่มต้น แล้วก็เริ่มแกว่งมากขึ้นเรื่อยๆ ในช่วงปลาย
สำหรับธุรกิจและอุตสาหกรรมค้าปลีก Bullwhip Effect อาจหมายถึง การขยายตัวของการเคลื่อนไหวน้อยๆ ที่จุดเริ่มต้น ไปเป็นการเคลื่อนไหวอย่างรุนแรงและแรงขึ้น ที่จุดถัดไป

ในการผลิต อาจหมายถึง ปรากฏการณ์ที่ผู้จัดส่ง A เก็บสินค้าคงคลังมากกว่าผู้จัดส่ง B (หรือศูนย์กระจายสินค้า DC) และผู้จัดส่ง B เก็บสินค้าคงคลังมากกว่าผู้ค้าปลีก เป็นอย่างนี้เป็นทอดๆ
ทั้งหมดนี้อาจเกิดขึ้นเพราะในการสั่งสินค้าแต่ละจุด แต่ละจุดจะสั่งสินค้าเผื่อขาดเอาไว้จากปริมาณที่แท้จริง (Safety Stock) ของตัวเองไว้ เมื่อดูทั้งระบบการผลิตและการจัดส่ง จะมีการเก็บสินค้ามากเกินความต้องการของผู้บริโภคที่แท้จริง
หรือปัญหาอีกกรณีหนึ่งอาจเกิดจากการสื่อสารและติดต่อกันที่ไม่มีประสิทธิภาพจากจุดหนึ่งไปถึงจุดหนึ่ง ทำให้การคาดคะเนสินค้าที่จำต้องผลิตและจัดเก็บมีสูงเกินความจริงมาก ซึ่งอาจส่งผลถึงปัญหาในการขนส่งที่ล่าช้าลง และทำให้สินค้าขาดช่วงได้

ในการแก้ปัญหาแบบนี้ในหลายๆ ประเทศ ผู้ผลิตกับผู้จัดส่งและผู้ค้าปลีกจะมีการแบ่งปันข้อมูลกันเป็นเครือข่ายข้อมูล (Electronics Point of Sale Data) เพื่อนำมาใช้ในการพยากรณ์การขายร่วมกัน
หรือกรณีของบริษัทวอลโว่ ที่ครั้งหนึ่งฝ่ายการผลิต ทำการผลิตรถยนต์สีเขียวออกมาเป็นจำนวนมากกว่าปกติ เนื่องจากข้อมูลบ่งบอกว่าสีเขียว เป็นสีที่ลูกค้าสั่งซื้อแล้วเป็นจำนวนมาก แต่ความจริงแล้ว ยอดสั่งซื้อที่ว่านี้ เกิดจากการทำ Promotion ต่างๆ (ทั้งลดราคา แจก แถม) ของฝ่ายขาย ที่พยายามจะระบายรถสีเขียวที่มีอยู่ในสต็อกเป็นจำนวนมาก (เพราะลูกค้าและตลาดไม่นิยมรถสีนี้ออกไป) แต่ฝ่ายผลิตไม่รับทราบข้อมูลนี้ เพราะเพียงแต่เห็นข้อมูลการขายเท่านั้น จึงสั่งผลิตสีเขียวออกมาอีกครั้ง ซึ่งยิ่งทำให้วอลโว่ประสบปัญหามากขึ้น

แผนการส่งเสริมการขาย อาจเป็นการทำให้ความต้องการสินค้าบิดเบือนไปก็เป็นได้ ซึ่งส่งผลต่อการคาดคะเนการผลิต เช่นกรณีของวอลโว่ที่ได้กล่าวมา ทำให้เกิดความเข้าใจผิดพลาดถึงความต้องการของลูกค้าต่อสินค้า

การจัดทำโปรโมชั่นคือสิ่งที่ต้องระมัดระวังเป็นอย่างมาก เพราะความผิดพลาดที่เกิดขึ้นและส่งผลต่อการพยากรณ์ คือการที่ลูกค้าสั่งซื้อสินค้าเป็นจำนวนมาก อาจเนื่องมาจากการทำโปรโมชั่นของบริษัท เช่น การลดราคา ทำให้เกิดการนำ Future Demand หรือความต้องการในอนาคตมา กรณีเช่นนี้จะไม่สามารถทราบได้เลยว่าความต้องการที่แท้จริงนั้นมีเท่าใด ทำให้การวางแผนการผลิตมีปัญหาได้

Wal-Mart ห้างค้าปลีกยักษ์ใหญ่ในอเมริกา ออกแผนในการที่จะลดราคาสินค้าทุกวัน เป็นราคาเดียวตลอดทั้งปี โดยไม่มีการแบ่งเป็นช่วงเทศกาล หรือฤดูกาล ทั้งนี้เพื่อป้องกันปัญหา Over Demand หรือการกักตุนสินค้าจากผู้บริโภคที่เห็นการลดราคาสินค้า Wal-Mart สามารถทราบ Demand ที่แท้จริงได้เพราะไม่มีการขึ้นลงของราคา (Price Fluctuation) ที่เป็นสิ่งที่ทำให้เกิดความผิดพลาด และนำไปสู่ Bullwhip Effect ได้
ปัญหาในเรื่องการขนส่งก็ก่อให้เกิดข้อผิดพลาดได้เช่นกัน กล่าวคือ ลูกค้าไม่มีความมั่นใจในประสิทธิภาพของคุณ ว่าจะสามารถจัดส่งสินค้าได้อย่างรวดเร็วและน่าเชื่อถือ หรืออีกนัยหนึ่ง บรรดาลูกค้าของคุณไม่เชื่อว่าคุณจะจัดส่งสินค้าได้ทันตามเวลาที่กำหนด ผลก็คือ ลูกค้าจะป้องกันความเสี่ยงด้วยการทำคำสั่งซื้อมากกว่าที่ต้องการไปยังผู้ผลิต ด้วยความหวังที่ว่าพวกเขาจะได้รับสินค้าที่ต้องการเมื่อถึงคราวจำเป็น และจากนั้นเมื่อสินค้ามีมากตามความพอใจแล้ว ก็สั่งยกเลิกคำสั่งซื้อในอนาคต

หรือบ่อยครั้ง ส่วนลดในเรื่องค่าขนส่งจะกระตุ้นปริมาณการสั่งซื้อสินค้า หลายต่อหลายครั้ง ทำให้ลูกค้าเพิ่มคำสั่งซื้อทีละมากๆ (เพื่อประหยัดค่าขนส่ง) แล้วก็ทำการลดความต้องการลงในภายหลัง ซึ่งก็จะทำให้ผู้ผลิตไม่ทราบความต้องการที่แท้จริงของลูกค้าได้

นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของข้อบกพร่องที่เกิดขึ้นและยกมาเป็นตัวอย่าง ในตอนหน้าเราจะมาดูถึงการแก้ปัญหา หรือการทำให้ปัญหาและข้อบกพร่องต่างๆ ที่เกิดจาก Bullwhip Effect เกิดขึ้นน้อย

Bullwhip effect

จัดการปัญหา Bullwhip Effect ด้วย VMI . ก่อนหน้านี้เราได้พูดถึง Bullwhip Effect ซึ่งเป็นผลกระทบที่เกิดจากการบริหารห่วงโซ่การจัดหาวัตถุดิบสินค้า ซึ่งผู้อ่านคงพอเข้าใจแล้วว่าในกระบวนการของ Supply Chain นั้นเป็นกระบวนการที่ซับซ้อน ซึ่งย่อมเสี่ยงต่อการเกิดปัญหาในกระบวนการต่างๆ ได้ง่าย ฉะนั้นในการแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นในกระบวนการจึงต้องเน้นไปที่การลดความถี่ของข้อบกพร่องให้มากที่สุด ในเมื่อ Bullwhip Effect เกิดขึ้นจากการประสานข้อมูลที่ไม่สอดคล้องลงตัว หรืออาจพูดได้ว่า ปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้น ส่วนหนี่งที่การจัดการข้อมูล (information flow) ที่ไม่สอดคล้องสัมพันธ์กัน เช่น ผู้ผลิต A อาจเก็บสินค้ามากเกินกว่าความต้องการของลูกค้า หรืออาจรวมไปถึงการจัดส่งสินค้าให้ลูกค้ามากเกินความต้องการ (อันเนื่องมาจากการผลิตที่มากเกินไป) ทำให้เกิดการสูญเสียเรื่องเงินลงทุน ทั้งนี้ก็เพราะการบริหาร Flow ของข้อมูลทั้งสองฝ่ายไม่ประสานกัน จึงไม่แปลกที่เรื่องของการจัดการ Supply Chain จะกลายมาเป็นเรื่องของการบริหารข้อมูลเป็นหลัก (Information Management) เพื่อการแก้ปัญหา Bullwhip ที่เกิดขึ้น ความจำเป็นในการลด "Bullwhip Effect" นั้นมาเป็นอันดับหนึ่งโดยเฉพาะการทำความเข้าใจว่า อะไรคือแรงผลักดันให้เกิด การวางแผนความต้องการสั่งซื้อสินค้าในจำนวนมากขึ้น อีกทั้งรายการสินค้าที่หลากหลายขึ้น ซึ่งเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดการเพิ่มปริมาณคำสั่งซื้อขึ้นหลายๆ จุดในห่วงโซ่ของการจัดส่งสินค้า กระบวนการที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดในการลดความผันแปรของ "Bullwhip Effect" ก็คือ ความเข้าใจของบรรดาลูกค้าและผู้จัดส่งสินค้าที่มีต่อแรงผลักดันความต้องการสั่งสินค้า ตลอดจนรูปแบบการจัดส่งสินค้าการทำงานร่วมกันในการปรับปรุงคุณภาพของข่าวสารข้อมูล และปรับลดช่วงระยะเวลาในการดำเนินการตลอดทั้งกระบวนการนอกจากนี้แล้วในการพยายามลด "Bullwhip Effect" และเพิ่มผลการดำเนินงานที่ดีสำหรับธุรกิจจะมีจุดสังเกต ตามหัวข้อต่อไปนี้ 1) สร้างกลไกการตรวจสอบความต้องการที่แท้จริงในผลิตภัณฑ์ที่ใกล้เคียงกับความเป็นจริงที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ หากมีการจักทำโปรโมชั่น ก็จำต้องอยู่บนพื้นฐานที่สามารถตรวจสอบได้ และไม่นำการซื้อ หรือ Demand อันเนื่องมาจากโปรโมชั่นมาเป็นข้อมูลความต้องการของลูกค้า จุดนี้เป็นเรื่องที่องค์กรหลายๆ แห่ง ประสบปัญหาเป็นอย่างมากที่จะต้องไม่สร้างภาพลวงตาจากยอดขายเนื่องจากการทำโปรโมชั่น และหลีกเลี่ยงความเปลี่ยนแปลง หรือการขึ้นลงของราคา (Price Fluctuation) นำเสนอผลิตภัณฑ์ของที่ราคาใดราคาหนึ่ง เพื่อลดการซื้อที่เพิ่มขึ้นอันเนื่องมาจากการโปรโมทลดราคาเป็นครั้งคราว2) ทำความเข้าใจกับรูปแบบของความต้องการสินค้าในแต่ละขั้นตอนของระบบจัดส่งสินค้า เป็นเรื่องที่ต้องทำความเข้าใจถึงระบบจัดส่งที่อาจเป็นตัวก่อปัญหา ทั้งเรื่องความซ้ำซ้อน และเรื่องต้นทุน ผมยกตัวอย่างการทำ Backhauling ของ Tops Supermarket ซึ่งน่าสนใจมาก ที่ Tops มีการจัดการวางระบบขนส่งใหม่เพื่อลดระยะเวลาในการส่งสินค้า และเพื่อลดระยะเวลาในการเก็บสินค้า รวมถึงการใช้ประโยชน์จากการขนส่งสินค้าแต่ละเที่ยวให้มากที่สุด โดยไม่มีการวิ่งรถเปล่าโดยไม่มีสินค้าบรรทุก3) เพิ่มความถี่ และคุณภาพของความร่วมมือกันในการแปรปันข้อมูลความต้องการสินค้า"ผมคิดว่านี่เป็นเรื่องของการแบ่งปันและการประสานข้อมูลอย่างแท้จริง" ลองดูตัวอย่าง Dell Computer ที่ประสานข้อมูลการสั่งสินค้ากับ Sony ซึ่งเป็น Supplier ด้านจอมอนิเตอร์ให้กับ Dell เพียงผู้เดียว ทำให้ Dell ไม่ต้องเก็บสต็อกสินค้าของ Sony ไว้ในสต็อกแม้แต่น้อย4) ปรับลดรายการส่งเสริมการขายซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้บรรดาลูกค้าเลื่อนคำสั่งซื้อ ซึ่งจะเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดอุปสรรคต่อรูปแบบการสั่งซื้อที่ราบรื่น5) นำเสนอบริการ VMI (vendor managed inventory) โดยการร่วมมือกับลูกค้าในการวางแผนรายการสินค้า เพื่อวางโครงการความต้องการสินค้าในขั้นท้ายสุดจากนั้น ตรวจสอบความต้องการเพื่อให้ได้ระดับวีเอ็มไอ ที่แท้จริงตามระบบของ VMI แล้ว การส่งมอบหน้าที่ให้การเก็บ และจัดส่งสินค้าให้ผู้ผลิตดำเนินการแทนนั้นจะลดปัญหาการเก็บสะสมของสต็อกสินค้าทั้งในส่วนของฝ่ายผลิตเอง และรวมไปถึงศูนย์กระจายสินค้าของผู้ค้าปลีก เพราะเกิดการเก็บสินค้าไว้ที่จุดเดียวเท่านั้น เท่ากับเป็นการลดปัญหาในสื่อสารจากจุดหนึ่งไปยังจุดหนึ่งหริอที่เรียกว่า "การลดระยะของห่วงโซ่ลง" (Shorten the Chain) (เช่นกันกับกระบวนการขายตรง (Multi Level Marketing) ที่ช่วยให้เกิดการลดขั้นตอนของ Supply Chain ได้ หากคุณหรือผู้จัดจำหน่ายของคุณเกิดสินค้าขาดแคลน)P&G ได้ร่วมมือกับ 3M ในการใช้ระบบ VMI โดยให้ 3M เป็นผู้ดูแลเรื่องการจัดเก็บสินค้า ผ้าอ้อม โดย P&G ให้ข้อมูลต่างๆ เพื่อประโยชน์ในการวิเคราะห์รอบการผลิต ส่งผลให้ระดับสินค้าคงคลังที่ต้องจัดเก็บของ P&G ลดลงอย่างต่อเนื่อง จาก 4 สัปดาห์ในปี 1988 เหลือ 1 สัปดาห์ ในปี 1993เรื่องสำคัญต่อการแก้ปัญหา Bullwhip Effect ที่ได้รับความสนใจ และมีความสำคัญเป็นอย่างมากคือ เรื่องของการพยากรณ์ (Forecasting) ที่มีบทบาทเป็นอย่างยิ่งต่อกระบวนการผลิตและจัดเก็บสินค้าที่ถูกต้องต่อความต้องการมากที่สุด กระบวนการคาดการณ์หรือพยากรณ์อาจนำผลที่ดีหรือร้ายมาสู่บริษัท หรืออาจเพิ่ม Bullwhip Effect ให้มากยิ่งขึ้นได้ หากกระบวนการทีทำมาใช้ให้ได้ผลผลาด ปัญหาเรื่องปริมาณความต้องการสินค้าที่ไม่แน่นอน ส่งผลให้บรรดาผู้ประกอบการเกิดความยุ่งยากในการบริหารอุปกรณ์เครื่องมือในการ การขนส่ง และบุคลากรของบริษัท ดังนั้นในความพยามยามแก้ปัญหา Bullwhip Effect ผู้ประกอบการส่วนมากจึงได้นำกลไกที่ใช้สำหรับคาดการณ์อนาคตมาใช้แต่โชคไม่ดีที่ว่าไม่มีเครื่องมือใดๆ ที่จะมีประสิทธิภาพในการทำนายได้อย่างถูกต้องแม่นยำโดยไม่มีข้อผิดพลาด บริษัท P&G ทำการศึกษาความต้องการใช้ผ้าอ้อมสำเร็จรูปแพมเพอร์สของเด็กทารก ซึ่งความต้องการนี้จะคงที่ และสามารถทำนายการเพิ่มขึ้นหรือลดลงได้ แต่ปรากฏว่าคำสั่งซื้อของตัวแทนจำหน่ายที่มีมายังโรงงานผลิตนั้น มีความผันผวนมาก และไม่มีความแน่นอนทำให้การสั่งซื้อวัตถุดิบเพื่อนำมาผลิตของบริษัท P&G ยิ่งมีความผันแปรมากขึ้นไปอีกบ่อยครั้งที่มีการเก็บวัตถุในการผลิตมากเกินความจำเป็น หรือในบางครั้งมีไม่พอต่อการผลิต P&G ประสบปัญหาเรื่องการผลิตผ้าอ้อมเด็ก ได้ไม่มีประสิทธิภาพเนื่องจากไม่มีข้อมูลที่แน่นอนเกี่ยวกับความต้องการของผู้บริโภค และมีการประสานข้อมูลกับฝ่ายขายไม่ดีพอ ปัญหาที่เกิดขึ้นได้สำหรับกรณีนี้อาจเป็นทั้งการผลิตสินค้าที่ไม่เพียงพอต่อความต้องการ โดยมากแล้วบรรดาธุรกิจมักจะทำการผลิตสินค้าเกินความเป็นจริงอยู่เสมอในกรณีของ P&G อย่าลืมว่าการผลิตสินค้าออกมาก็คือ การมีต้นทุนการเก็บสินค้ามากเกินความต้องการของตลาดก็ย่อมมี "ต้นทุนจม" เกิดขึ้น หรือถ้าจะคิดมากๆ และลึกๆ ในเชิงการเงินก็ย่อมมี "ค่าเสียโอกาส" ในการนำต้นทุนที่เสียไปนั้นไปสร้างประโยชน์ด้านอื่น ก็คือมีแต่เสียกับเสียผมเคยอ่านข้อเขียนของ ไมเคิล เดล (เจ้าของ Dell Computer ชื่อกระฉ่อนโลก) ที่เขาเชื่อว่ามูลค่าของสินค้าจะลดลง 1% ในทุกๆ 1 สัปดาห์เสมอ ลองคิดดูว่าธุรกิจที่มีมูลค่าสูงๆ 1% ที่ลดลงไปตามความคิดของ Dell จะมีมูลค่ามากมายเพียงใด ด้วยเหตุนี้กระมั้ง Dell จึงดูจะเกลียดชังการเก็บสต็อกสินค้าเหลือเกินจนปัจจุบันอยู่ 18 ชั่วโมงเท่านั้น เมื่อเร็วๆ นี้งานวิจัยซึ่งจัดโดย มหาวิทยาลัยนอร์ทเวสต์เทิรน์ และมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด ได้ทำการจำแนกสาเหตุของการเกิด Bullwhip Effect ซึ่งได้ใช้เครื่องมือในการทำนายหลายประเภทไม่ว่าจะเป็นความผันผวนด้านราคาการปรับลดค่าขนส่งและลดปริมาณลง งานวิจัยนำไปสู่ การพัฒนาเทคนิควิธีการทำจะลดความผันแปรในระบบการจัดส่งสินค้าของแต่ละบริษัท พร้อมทั้งปรับปรุงประสิทธิภาพในการดำเนินงานซึ่งรวมไปถึงการพยากรณ์เพื่อการลดปัญหาในการผลิตนับเป็นเรื่องที่มีประโยชน์ที่จะรู้ถึงอนาตคเมื่อผู้มีส่วนร่วมใน Supply Chain ได้รู้ถึงยอดขายในสัปดาห์หน้าเดือนหน้า และปีหน้า พวกเขาก็เพียงแต่ลงทุนในอุปกรณ์เครื่องมือวัตถุดิบ และจ้างทีมงานเท่าที่จำเป็นเท่านั้นนอกจากนี้ยังเป็นโอกาสที่ดีมากในการลดต้นทุนค่าใช้จ่ายและเพิ่มผลกำไร หากเราได้รู้ว่าวันพรุ่งนี้จะมีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้น ปัญหาก็คือเราใม่รู้ และนี่คือเหตุผลว่า ทำไมเราต้องมีการคาดการณ์ การทำนายล่วงหน้า เพราะแทบจะทุกๆ สายการบริหาร การคาดการณ(Forecasting) ก็จะเข้าๆไปมีส่วนร่วม และเป็นประโยชน์ทั้ง Marketing ที่ต้องการพยากรณ์การเติบโตของตลาด Financing ก็ย่อมต้องการทราบการเคลื่อนไหวของการเงินเพื่อวางแผน ทุกๆ ฝ่ายล้วนต้องการ "รู้อนาคต" การพยากรณ์และการคาดการณ์สำหรับ Supply Chain ก็คือกระบวนการบริหารอุปสงค์ หรือ Demand Management นั้นเอง คือทำให้การคาดการณ์มีความแม่นยำมากขึ้น ลดความผิดพลาดให้น้อยลง เราจะทำอย่างไรเพื่อให้ได้การคาดการณ์ที่ดีที่สุดมีประสิทธิภาพและใกล้เคียงความจริงมากที่สุดเพื่อลดข้อบกพร่องให้น้อยลงไป เมื่อพิจารณาถึงทรัพยากรต่างๆ ที่เข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการคาดคะเนสำหรับองค์กรหนึ่ง อาจรวมไปถึง ผู้จัดการและพนักงานฝ่ายขาย ฝ่ายวิเคราะห์งบการเงิน ฝ่ายผลิต และฝ่ายรายการสินค้า เช่นเดียวกับ ฝ่ายตลาด ฝ่ายวางแผนกลยุทธ์ ผู้บริหาร นอกจากนี้เทคโนโลยีสารสนเทศ (IT) ก็จัดว่ามีความจำเป็นในการเก็บรักษา และให้ข้อมูลในอดีตจนถึงปัจจุบัน ทรัพยากรเหล่านี้มีต้นทุนสูงมากแต่จะสามารถเพิ่มมูลค่าให้กับกระบวนการคาดการณ์ได้เท่าไร บริษัทอาจไม่ประสบความสำเร็จจากการลงทุนทรัพยากรเหล่านี้ไปในกระบวนการคาดการณ์ด้วยหลายสาเหตุด้วยกัน เป็นต้นว่า ผู้เข้าร่วมกระบวนการขาดทักษะความชำนาญ ขาดเครื่องมือ และที่สำคัญคือ แรงจูงใจที่จะทำงานที่เกี่ยวกับการคาดการณ์ให้ดี นอกจากนี้บางคนอาจมีจุดยืนส่วนตัวที่มีผลต่อการคาดการณ์เป็นต้นว่า นักการตลาดอาจเมินยอดขายไว้ในระดับสูงสำหรับแนวคิดเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ที่จะออกใหม่(ผมไม่เคยเห็นนักการตลาดคนไหนที่คาดการณ์ว่ายอดขายผลิตภัณฑ์ใหม่ของตนจะตกต่ำฉะนั้นจึงต้อระวังเรื่อง Bias และภาพลวงตาเหล่านั้น) แม้แต่ระบบกาบริหารการจัดส่งสินค้าที่ใหม่ที่สุดก็ยังไม่สามารถหยุดยั่ง "Bullwhip Effect" ได้โดยอัตโนมัติ เพราะมันคือปัญหาของกระบวนการบริหารความต้องการสินค้าที่มีความเกี่ยวข้องกับหลายสิ่งบ่อยครั้งที่รวมไปถึงนโยบาย ระบบตรวจสอบ การปฏิบัติและในบางกรณียังเกี่ยวพันกับค่านิยมและความเชื่อหลักองค์กร ตราบใดที่ยังมีระบบห่วงโซ่อุปทานอยู่ ไมเคิล โดโนเวน กล่าวว่า "คงเป็นการยากที่จะขจัดปัญหาทั้งหมดไปได้ เพราะ Supply Chain Management คือการบริหารระบบที่มีปัจจัยเกี่ยวข้องเป็นจำนวนมากมาย แต่เราต้องมาคิดว่าจะทำอย่างไรให้เกิด effect น้อบที่สุด" แต่ต้องไม่ลืมว่ากระบวนการหนึ่งๆ อาจไม่เกิดปัญหาในองค์กรอีกแห่งหนึ่งได้เพราะเหตุนี้จึงต้องบอกว่า Bullwhip Effect เป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงได้ยากเมื่อมี Supply Chain Management จึงขึ้นอยู่กับการบริหารกระบวนการและข้อมูลให้สัมพันธ์ในแต่ละห่วงโซ่ขององค์กรต่างๆ โดโนเวน ยังบอกอีกว่าองค์กรที่มีปัญหาเหล่านี้เสียบ้างจะเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดการทำงานที่ดีขึ้น พูดกันง่ายๆ ก็คือ Bullwhip Effect ในปริมาณน้อยๆ จะช่วยเสริมสร้างประสิทธิภาพให้กับองค์กรได้ (แต่อย่ามากนัก ไม่งั้นคงเหนื่อย) เข้าทำนอง "ปัญหามา ปัญญามี"