วันอาทิตย์ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2551

Bullwhip effect 2

Supply chain Management

Bullwhip Effect เอาไว้เขียนโดย อาร์.ไมเคิล โดโนแวน ผู้เชี่ยวชาญด้านการบริหาร Supply Chain ระบุสาระเอาไว้ดังนี้

วัตถุประสงค์ของการบริหารระบบการจัดส่งสินค้า (Supply Chain) ก็คือ เพื่อทำให้เกิดการไหลเวียนของข้อมูลข่าวสารที่มีคุณภาพสูงด้วยความเร็วสูง ซึ่งจะทำให้ซัพพลายเออร์สามารถจัดส่งสินค้าไปถึงมือลูกค้าได้ทันตามกำหนดเวลาโดยไม่มีการติดขัด

อย่างไรก็ตาม ความลังเลต่อการสั่งสินค้าโดยไม่มีการวางแผนล่วงหน้า รวมไปถึงสาเหตุอันเนื่องมาจากสินค้าหมดสต็อก จะทำให้เกิดการบิดเบือนผิดรูปไปในกระบวนการจัดส่งสินค้า ซึ่งสามารถสร้างความเสียหายและทำลาย supply chain นั้นๆ ได้ โดยสาเหตุนั้นมีอยู่หลายประการ และบ่อยครั้งก็มักจะเป็นสาเหตุที่ประกอบร่วมกัน ทำให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า Bullwhip Effect

สิ่งที่ทำให้เกิดการบิดเบือนความต้องการโดยทั่วไป ได้แก่ ตัวลูกค้า, นโยบาย, การทำโปรโมชั่น, กระบวนการ, การขาย, ระบบการผลิต และซัพพลายเออร์
ความต้องการสินค้าโดยปราศจากการวางแผน ส่งผลให้เกิด ภาวะความต้องการจำนวนมาก ซึ่งอาจจะเป็นเพียงสัญญาณที่ขาดหายไปเพียงชั่วระยะเวลาสั้นๆ ของลูกค้าแต่ละราย แต่ความยุ่งยากนั้นได้สะท้อนกลับมายังระบบการจัดส่งสินค้า และบ่อยครั้งส่งผลให้เกิดปัญหาใหญ่และต้นทุนที่สูงขึ้น ซึ่งผู้ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดก็คือซัพพลายเออร์ที่อยู่ท้ายสุดในห่วงโซ่ของระบบ

หลายต่อหลายครั้งความต้องการที่โลเลไม่แน่นอนเหล่านี้ ทำให้เกิด การแข่งกันผลิตอย่างบ้าคลั่ง ด้วยความต้องการเข้าครอบครองและเร่งให้มีการจัดส่งวัตถุดิบมากขึ้น รวมทั้งการจัดตารางเวลาสำหรับการผลิตเสียใหม่

ผลกระทบที่มีต่อผลการดำเนินงานของธุรกิจก็คือ รายการสินค้าในสต็อกมีมากเกินไป ทำให้เกิดปัญหาเรื่องคุณภาพ ต้นทุนค่าวัตถุดิบที่สูงขึ้น ค่าล่วงเวลา และต้นทุนการขนส่งสินค้า
ในกรณีที่เลวร้ายยิ่งกว่านั้นก็คือ มาตรฐานการบริการลูกค้าตกต่ำลง ระยะเวลาการจัดส่งนานขึ้น ยอดขายลดลง ต้นทุนเพิ่มขึ้น และกำลังการผลิตที่เปลี่ยนแปลงไปในที่สุด นี่คือ Effect อย่างร้ายแรงที่จะเกิดขึ้นได้ ลองนึกถึงการหวดแส้ เมื่อเราขยับแกว่งข้อมือเล็กน้อยแต่ปลายแส้จะแกว่งมากกว่าข้อมือเราเป็นอันมาก ในการอธิบายกราฟจะหมายถึงกราฟที่แกว่งแบบน้อยๆ เมื่อจุดเริ่มต้น แล้วก็เริ่มแกว่งมากขึ้นเรื่อยๆ ในช่วงปลาย
สำหรับธุรกิจและอุตสาหกรรมค้าปลีก Bullwhip Effect อาจหมายถึง การขยายตัวของการเคลื่อนไหวน้อยๆ ที่จุดเริ่มต้น ไปเป็นการเคลื่อนไหวอย่างรุนแรงและแรงขึ้น ที่จุดถัดไป

ในการผลิต อาจหมายถึง ปรากฏการณ์ที่ผู้จัดส่ง A เก็บสินค้าคงคลังมากกว่าผู้จัดส่ง B (หรือศูนย์กระจายสินค้า DC) และผู้จัดส่ง B เก็บสินค้าคงคลังมากกว่าผู้ค้าปลีก เป็นอย่างนี้เป็นทอดๆ
ทั้งหมดนี้อาจเกิดขึ้นเพราะในการสั่งสินค้าแต่ละจุด แต่ละจุดจะสั่งสินค้าเผื่อขาดเอาไว้จากปริมาณที่แท้จริง (Safety Stock) ของตัวเองไว้ เมื่อดูทั้งระบบการผลิตและการจัดส่ง จะมีการเก็บสินค้ามากเกินความต้องการของผู้บริโภคที่แท้จริง
หรือปัญหาอีกกรณีหนึ่งอาจเกิดจากการสื่อสารและติดต่อกันที่ไม่มีประสิทธิภาพจากจุดหนึ่งไปถึงจุดหนึ่ง ทำให้การคาดคะเนสินค้าที่จำต้องผลิตและจัดเก็บมีสูงเกินความจริงมาก ซึ่งอาจส่งผลถึงปัญหาในการขนส่งที่ล่าช้าลง และทำให้สินค้าขาดช่วงได้

ในการแก้ปัญหาแบบนี้ในหลายๆ ประเทศ ผู้ผลิตกับผู้จัดส่งและผู้ค้าปลีกจะมีการแบ่งปันข้อมูลกันเป็นเครือข่ายข้อมูล (Electronics Point of Sale Data) เพื่อนำมาใช้ในการพยากรณ์การขายร่วมกัน
หรือกรณีของบริษัทวอลโว่ ที่ครั้งหนึ่งฝ่ายการผลิต ทำการผลิตรถยนต์สีเขียวออกมาเป็นจำนวนมากกว่าปกติ เนื่องจากข้อมูลบ่งบอกว่าสีเขียว เป็นสีที่ลูกค้าสั่งซื้อแล้วเป็นจำนวนมาก แต่ความจริงแล้ว ยอดสั่งซื้อที่ว่านี้ เกิดจากการทำ Promotion ต่างๆ (ทั้งลดราคา แจก แถม) ของฝ่ายขาย ที่พยายามจะระบายรถสีเขียวที่มีอยู่ในสต็อกเป็นจำนวนมาก (เพราะลูกค้าและตลาดไม่นิยมรถสีนี้ออกไป) แต่ฝ่ายผลิตไม่รับทราบข้อมูลนี้ เพราะเพียงแต่เห็นข้อมูลการขายเท่านั้น จึงสั่งผลิตสีเขียวออกมาอีกครั้ง ซึ่งยิ่งทำให้วอลโว่ประสบปัญหามากขึ้น

แผนการส่งเสริมการขาย อาจเป็นการทำให้ความต้องการสินค้าบิดเบือนไปก็เป็นได้ ซึ่งส่งผลต่อการคาดคะเนการผลิต เช่นกรณีของวอลโว่ที่ได้กล่าวมา ทำให้เกิดความเข้าใจผิดพลาดถึงความต้องการของลูกค้าต่อสินค้า

การจัดทำโปรโมชั่นคือสิ่งที่ต้องระมัดระวังเป็นอย่างมาก เพราะความผิดพลาดที่เกิดขึ้นและส่งผลต่อการพยากรณ์ คือการที่ลูกค้าสั่งซื้อสินค้าเป็นจำนวนมาก อาจเนื่องมาจากการทำโปรโมชั่นของบริษัท เช่น การลดราคา ทำให้เกิดการนำ Future Demand หรือความต้องการในอนาคตมา กรณีเช่นนี้จะไม่สามารถทราบได้เลยว่าความต้องการที่แท้จริงนั้นมีเท่าใด ทำให้การวางแผนการผลิตมีปัญหาได้

Wal-Mart ห้างค้าปลีกยักษ์ใหญ่ในอเมริกา ออกแผนในการที่จะลดราคาสินค้าทุกวัน เป็นราคาเดียวตลอดทั้งปี โดยไม่มีการแบ่งเป็นช่วงเทศกาล หรือฤดูกาล ทั้งนี้เพื่อป้องกันปัญหา Over Demand หรือการกักตุนสินค้าจากผู้บริโภคที่เห็นการลดราคาสินค้า Wal-Mart สามารถทราบ Demand ที่แท้จริงได้เพราะไม่มีการขึ้นลงของราคา (Price Fluctuation) ที่เป็นสิ่งที่ทำให้เกิดความผิดพลาด และนำไปสู่ Bullwhip Effect ได้
ปัญหาในเรื่องการขนส่งก็ก่อให้เกิดข้อผิดพลาดได้เช่นกัน กล่าวคือ ลูกค้าไม่มีความมั่นใจในประสิทธิภาพของคุณ ว่าจะสามารถจัดส่งสินค้าได้อย่างรวดเร็วและน่าเชื่อถือ หรืออีกนัยหนึ่ง บรรดาลูกค้าของคุณไม่เชื่อว่าคุณจะจัดส่งสินค้าได้ทันตามเวลาที่กำหนด ผลก็คือ ลูกค้าจะป้องกันความเสี่ยงด้วยการทำคำสั่งซื้อมากกว่าที่ต้องการไปยังผู้ผลิต ด้วยความหวังที่ว่าพวกเขาจะได้รับสินค้าที่ต้องการเมื่อถึงคราวจำเป็น และจากนั้นเมื่อสินค้ามีมากตามความพอใจแล้ว ก็สั่งยกเลิกคำสั่งซื้อในอนาคต

หรือบ่อยครั้ง ส่วนลดในเรื่องค่าขนส่งจะกระตุ้นปริมาณการสั่งซื้อสินค้า หลายต่อหลายครั้ง ทำให้ลูกค้าเพิ่มคำสั่งซื้อทีละมากๆ (เพื่อประหยัดค่าขนส่ง) แล้วก็ทำการลดความต้องการลงในภายหลัง ซึ่งก็จะทำให้ผู้ผลิตไม่ทราบความต้องการที่แท้จริงของลูกค้าได้

นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของข้อบกพร่องที่เกิดขึ้นและยกมาเป็นตัวอย่าง ในตอนหน้าเราจะมาดูถึงการแก้ปัญหา หรือการทำให้ปัญหาและข้อบกพร่องต่างๆ ที่เกิดจาก Bullwhip Effect เกิดขึ้นน้อย

Bullwhip effect

จัดการปัญหา Bullwhip Effect ด้วย VMI . ก่อนหน้านี้เราได้พูดถึง Bullwhip Effect ซึ่งเป็นผลกระทบที่เกิดจากการบริหารห่วงโซ่การจัดหาวัตถุดิบสินค้า ซึ่งผู้อ่านคงพอเข้าใจแล้วว่าในกระบวนการของ Supply Chain นั้นเป็นกระบวนการที่ซับซ้อน ซึ่งย่อมเสี่ยงต่อการเกิดปัญหาในกระบวนการต่างๆ ได้ง่าย ฉะนั้นในการแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นในกระบวนการจึงต้องเน้นไปที่การลดความถี่ของข้อบกพร่องให้มากที่สุด ในเมื่อ Bullwhip Effect เกิดขึ้นจากการประสานข้อมูลที่ไม่สอดคล้องลงตัว หรืออาจพูดได้ว่า ปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้น ส่วนหนี่งที่การจัดการข้อมูล (information flow) ที่ไม่สอดคล้องสัมพันธ์กัน เช่น ผู้ผลิต A อาจเก็บสินค้ามากเกินกว่าความต้องการของลูกค้า หรืออาจรวมไปถึงการจัดส่งสินค้าให้ลูกค้ามากเกินความต้องการ (อันเนื่องมาจากการผลิตที่มากเกินไป) ทำให้เกิดการสูญเสียเรื่องเงินลงทุน ทั้งนี้ก็เพราะการบริหาร Flow ของข้อมูลทั้งสองฝ่ายไม่ประสานกัน จึงไม่แปลกที่เรื่องของการจัดการ Supply Chain จะกลายมาเป็นเรื่องของการบริหารข้อมูลเป็นหลัก (Information Management) เพื่อการแก้ปัญหา Bullwhip ที่เกิดขึ้น ความจำเป็นในการลด "Bullwhip Effect" นั้นมาเป็นอันดับหนึ่งโดยเฉพาะการทำความเข้าใจว่า อะไรคือแรงผลักดันให้เกิด การวางแผนความต้องการสั่งซื้อสินค้าในจำนวนมากขึ้น อีกทั้งรายการสินค้าที่หลากหลายขึ้น ซึ่งเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดการเพิ่มปริมาณคำสั่งซื้อขึ้นหลายๆ จุดในห่วงโซ่ของการจัดส่งสินค้า กระบวนการที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดในการลดความผันแปรของ "Bullwhip Effect" ก็คือ ความเข้าใจของบรรดาลูกค้าและผู้จัดส่งสินค้าที่มีต่อแรงผลักดันความต้องการสั่งสินค้า ตลอดจนรูปแบบการจัดส่งสินค้าการทำงานร่วมกันในการปรับปรุงคุณภาพของข่าวสารข้อมูล และปรับลดช่วงระยะเวลาในการดำเนินการตลอดทั้งกระบวนการนอกจากนี้แล้วในการพยายามลด "Bullwhip Effect" และเพิ่มผลการดำเนินงานที่ดีสำหรับธุรกิจจะมีจุดสังเกต ตามหัวข้อต่อไปนี้ 1) สร้างกลไกการตรวจสอบความต้องการที่แท้จริงในผลิตภัณฑ์ที่ใกล้เคียงกับความเป็นจริงที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ หากมีการจักทำโปรโมชั่น ก็จำต้องอยู่บนพื้นฐานที่สามารถตรวจสอบได้ และไม่นำการซื้อ หรือ Demand อันเนื่องมาจากโปรโมชั่นมาเป็นข้อมูลความต้องการของลูกค้า จุดนี้เป็นเรื่องที่องค์กรหลายๆ แห่ง ประสบปัญหาเป็นอย่างมากที่จะต้องไม่สร้างภาพลวงตาจากยอดขายเนื่องจากการทำโปรโมชั่น และหลีกเลี่ยงความเปลี่ยนแปลง หรือการขึ้นลงของราคา (Price Fluctuation) นำเสนอผลิตภัณฑ์ของที่ราคาใดราคาหนึ่ง เพื่อลดการซื้อที่เพิ่มขึ้นอันเนื่องมาจากการโปรโมทลดราคาเป็นครั้งคราว2) ทำความเข้าใจกับรูปแบบของความต้องการสินค้าในแต่ละขั้นตอนของระบบจัดส่งสินค้า เป็นเรื่องที่ต้องทำความเข้าใจถึงระบบจัดส่งที่อาจเป็นตัวก่อปัญหา ทั้งเรื่องความซ้ำซ้อน และเรื่องต้นทุน ผมยกตัวอย่างการทำ Backhauling ของ Tops Supermarket ซึ่งน่าสนใจมาก ที่ Tops มีการจัดการวางระบบขนส่งใหม่เพื่อลดระยะเวลาในการส่งสินค้า และเพื่อลดระยะเวลาในการเก็บสินค้า รวมถึงการใช้ประโยชน์จากการขนส่งสินค้าแต่ละเที่ยวให้มากที่สุด โดยไม่มีการวิ่งรถเปล่าโดยไม่มีสินค้าบรรทุก3) เพิ่มความถี่ และคุณภาพของความร่วมมือกันในการแปรปันข้อมูลความต้องการสินค้า"ผมคิดว่านี่เป็นเรื่องของการแบ่งปันและการประสานข้อมูลอย่างแท้จริง" ลองดูตัวอย่าง Dell Computer ที่ประสานข้อมูลการสั่งสินค้ากับ Sony ซึ่งเป็น Supplier ด้านจอมอนิเตอร์ให้กับ Dell เพียงผู้เดียว ทำให้ Dell ไม่ต้องเก็บสต็อกสินค้าของ Sony ไว้ในสต็อกแม้แต่น้อย4) ปรับลดรายการส่งเสริมการขายซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้บรรดาลูกค้าเลื่อนคำสั่งซื้อ ซึ่งจะเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดอุปสรรคต่อรูปแบบการสั่งซื้อที่ราบรื่น5) นำเสนอบริการ VMI (vendor managed inventory) โดยการร่วมมือกับลูกค้าในการวางแผนรายการสินค้า เพื่อวางโครงการความต้องการสินค้าในขั้นท้ายสุดจากนั้น ตรวจสอบความต้องการเพื่อให้ได้ระดับวีเอ็มไอ ที่แท้จริงตามระบบของ VMI แล้ว การส่งมอบหน้าที่ให้การเก็บ และจัดส่งสินค้าให้ผู้ผลิตดำเนินการแทนนั้นจะลดปัญหาการเก็บสะสมของสต็อกสินค้าทั้งในส่วนของฝ่ายผลิตเอง และรวมไปถึงศูนย์กระจายสินค้าของผู้ค้าปลีก เพราะเกิดการเก็บสินค้าไว้ที่จุดเดียวเท่านั้น เท่ากับเป็นการลดปัญหาในสื่อสารจากจุดหนึ่งไปยังจุดหนึ่งหริอที่เรียกว่า "การลดระยะของห่วงโซ่ลง" (Shorten the Chain) (เช่นกันกับกระบวนการขายตรง (Multi Level Marketing) ที่ช่วยให้เกิดการลดขั้นตอนของ Supply Chain ได้ หากคุณหรือผู้จัดจำหน่ายของคุณเกิดสินค้าขาดแคลน)P&G ได้ร่วมมือกับ 3M ในการใช้ระบบ VMI โดยให้ 3M เป็นผู้ดูแลเรื่องการจัดเก็บสินค้า ผ้าอ้อม โดย P&G ให้ข้อมูลต่างๆ เพื่อประโยชน์ในการวิเคราะห์รอบการผลิต ส่งผลให้ระดับสินค้าคงคลังที่ต้องจัดเก็บของ P&G ลดลงอย่างต่อเนื่อง จาก 4 สัปดาห์ในปี 1988 เหลือ 1 สัปดาห์ ในปี 1993เรื่องสำคัญต่อการแก้ปัญหา Bullwhip Effect ที่ได้รับความสนใจ และมีความสำคัญเป็นอย่างมากคือ เรื่องของการพยากรณ์ (Forecasting) ที่มีบทบาทเป็นอย่างยิ่งต่อกระบวนการผลิตและจัดเก็บสินค้าที่ถูกต้องต่อความต้องการมากที่สุด กระบวนการคาดการณ์หรือพยากรณ์อาจนำผลที่ดีหรือร้ายมาสู่บริษัท หรืออาจเพิ่ม Bullwhip Effect ให้มากยิ่งขึ้นได้ หากกระบวนการทีทำมาใช้ให้ได้ผลผลาด ปัญหาเรื่องปริมาณความต้องการสินค้าที่ไม่แน่นอน ส่งผลให้บรรดาผู้ประกอบการเกิดความยุ่งยากในการบริหารอุปกรณ์เครื่องมือในการ การขนส่ง และบุคลากรของบริษัท ดังนั้นในความพยามยามแก้ปัญหา Bullwhip Effect ผู้ประกอบการส่วนมากจึงได้นำกลไกที่ใช้สำหรับคาดการณ์อนาคตมาใช้แต่โชคไม่ดีที่ว่าไม่มีเครื่องมือใดๆ ที่จะมีประสิทธิภาพในการทำนายได้อย่างถูกต้องแม่นยำโดยไม่มีข้อผิดพลาด บริษัท P&G ทำการศึกษาความต้องการใช้ผ้าอ้อมสำเร็จรูปแพมเพอร์สของเด็กทารก ซึ่งความต้องการนี้จะคงที่ และสามารถทำนายการเพิ่มขึ้นหรือลดลงได้ แต่ปรากฏว่าคำสั่งซื้อของตัวแทนจำหน่ายที่มีมายังโรงงานผลิตนั้น มีความผันผวนมาก และไม่มีความแน่นอนทำให้การสั่งซื้อวัตถุดิบเพื่อนำมาผลิตของบริษัท P&G ยิ่งมีความผันแปรมากขึ้นไปอีกบ่อยครั้งที่มีการเก็บวัตถุในการผลิตมากเกินความจำเป็น หรือในบางครั้งมีไม่พอต่อการผลิต P&G ประสบปัญหาเรื่องการผลิตผ้าอ้อมเด็ก ได้ไม่มีประสิทธิภาพเนื่องจากไม่มีข้อมูลที่แน่นอนเกี่ยวกับความต้องการของผู้บริโภค และมีการประสานข้อมูลกับฝ่ายขายไม่ดีพอ ปัญหาที่เกิดขึ้นได้สำหรับกรณีนี้อาจเป็นทั้งการผลิตสินค้าที่ไม่เพียงพอต่อความต้องการ โดยมากแล้วบรรดาธุรกิจมักจะทำการผลิตสินค้าเกินความเป็นจริงอยู่เสมอในกรณีของ P&G อย่าลืมว่าการผลิตสินค้าออกมาก็คือ การมีต้นทุนการเก็บสินค้ามากเกินความต้องการของตลาดก็ย่อมมี "ต้นทุนจม" เกิดขึ้น หรือถ้าจะคิดมากๆ และลึกๆ ในเชิงการเงินก็ย่อมมี "ค่าเสียโอกาส" ในการนำต้นทุนที่เสียไปนั้นไปสร้างประโยชน์ด้านอื่น ก็คือมีแต่เสียกับเสียผมเคยอ่านข้อเขียนของ ไมเคิล เดล (เจ้าของ Dell Computer ชื่อกระฉ่อนโลก) ที่เขาเชื่อว่ามูลค่าของสินค้าจะลดลง 1% ในทุกๆ 1 สัปดาห์เสมอ ลองคิดดูว่าธุรกิจที่มีมูลค่าสูงๆ 1% ที่ลดลงไปตามความคิดของ Dell จะมีมูลค่ามากมายเพียงใด ด้วยเหตุนี้กระมั้ง Dell จึงดูจะเกลียดชังการเก็บสต็อกสินค้าเหลือเกินจนปัจจุบันอยู่ 18 ชั่วโมงเท่านั้น เมื่อเร็วๆ นี้งานวิจัยซึ่งจัดโดย มหาวิทยาลัยนอร์ทเวสต์เทิรน์ และมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด ได้ทำการจำแนกสาเหตุของการเกิด Bullwhip Effect ซึ่งได้ใช้เครื่องมือในการทำนายหลายประเภทไม่ว่าจะเป็นความผันผวนด้านราคาการปรับลดค่าขนส่งและลดปริมาณลง งานวิจัยนำไปสู่ การพัฒนาเทคนิควิธีการทำจะลดความผันแปรในระบบการจัดส่งสินค้าของแต่ละบริษัท พร้อมทั้งปรับปรุงประสิทธิภาพในการดำเนินงานซึ่งรวมไปถึงการพยากรณ์เพื่อการลดปัญหาในการผลิตนับเป็นเรื่องที่มีประโยชน์ที่จะรู้ถึงอนาตคเมื่อผู้มีส่วนร่วมใน Supply Chain ได้รู้ถึงยอดขายในสัปดาห์หน้าเดือนหน้า และปีหน้า พวกเขาก็เพียงแต่ลงทุนในอุปกรณ์เครื่องมือวัตถุดิบ และจ้างทีมงานเท่าที่จำเป็นเท่านั้นนอกจากนี้ยังเป็นโอกาสที่ดีมากในการลดต้นทุนค่าใช้จ่ายและเพิ่มผลกำไร หากเราได้รู้ว่าวันพรุ่งนี้จะมีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้น ปัญหาก็คือเราใม่รู้ และนี่คือเหตุผลว่า ทำไมเราต้องมีการคาดการณ์ การทำนายล่วงหน้า เพราะแทบจะทุกๆ สายการบริหาร การคาดการณ(Forecasting) ก็จะเข้าๆไปมีส่วนร่วม และเป็นประโยชน์ทั้ง Marketing ที่ต้องการพยากรณ์การเติบโตของตลาด Financing ก็ย่อมต้องการทราบการเคลื่อนไหวของการเงินเพื่อวางแผน ทุกๆ ฝ่ายล้วนต้องการ "รู้อนาคต" การพยากรณ์และการคาดการณ์สำหรับ Supply Chain ก็คือกระบวนการบริหารอุปสงค์ หรือ Demand Management นั้นเอง คือทำให้การคาดการณ์มีความแม่นยำมากขึ้น ลดความผิดพลาดให้น้อยลง เราจะทำอย่างไรเพื่อให้ได้การคาดการณ์ที่ดีที่สุดมีประสิทธิภาพและใกล้เคียงความจริงมากที่สุดเพื่อลดข้อบกพร่องให้น้อยลงไป เมื่อพิจารณาถึงทรัพยากรต่างๆ ที่เข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการคาดคะเนสำหรับองค์กรหนึ่ง อาจรวมไปถึง ผู้จัดการและพนักงานฝ่ายขาย ฝ่ายวิเคราะห์งบการเงิน ฝ่ายผลิต และฝ่ายรายการสินค้า เช่นเดียวกับ ฝ่ายตลาด ฝ่ายวางแผนกลยุทธ์ ผู้บริหาร นอกจากนี้เทคโนโลยีสารสนเทศ (IT) ก็จัดว่ามีความจำเป็นในการเก็บรักษา และให้ข้อมูลในอดีตจนถึงปัจจุบัน ทรัพยากรเหล่านี้มีต้นทุนสูงมากแต่จะสามารถเพิ่มมูลค่าให้กับกระบวนการคาดการณ์ได้เท่าไร บริษัทอาจไม่ประสบความสำเร็จจากการลงทุนทรัพยากรเหล่านี้ไปในกระบวนการคาดการณ์ด้วยหลายสาเหตุด้วยกัน เป็นต้นว่า ผู้เข้าร่วมกระบวนการขาดทักษะความชำนาญ ขาดเครื่องมือ และที่สำคัญคือ แรงจูงใจที่จะทำงานที่เกี่ยวกับการคาดการณ์ให้ดี นอกจากนี้บางคนอาจมีจุดยืนส่วนตัวที่มีผลต่อการคาดการณ์เป็นต้นว่า นักการตลาดอาจเมินยอดขายไว้ในระดับสูงสำหรับแนวคิดเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ที่จะออกใหม่(ผมไม่เคยเห็นนักการตลาดคนไหนที่คาดการณ์ว่ายอดขายผลิตภัณฑ์ใหม่ของตนจะตกต่ำฉะนั้นจึงต้อระวังเรื่อง Bias และภาพลวงตาเหล่านั้น) แม้แต่ระบบกาบริหารการจัดส่งสินค้าที่ใหม่ที่สุดก็ยังไม่สามารถหยุดยั่ง "Bullwhip Effect" ได้โดยอัตโนมัติ เพราะมันคือปัญหาของกระบวนการบริหารความต้องการสินค้าที่มีความเกี่ยวข้องกับหลายสิ่งบ่อยครั้งที่รวมไปถึงนโยบาย ระบบตรวจสอบ การปฏิบัติและในบางกรณียังเกี่ยวพันกับค่านิยมและความเชื่อหลักองค์กร ตราบใดที่ยังมีระบบห่วงโซ่อุปทานอยู่ ไมเคิล โดโนเวน กล่าวว่า "คงเป็นการยากที่จะขจัดปัญหาทั้งหมดไปได้ เพราะ Supply Chain Management คือการบริหารระบบที่มีปัจจัยเกี่ยวข้องเป็นจำนวนมากมาย แต่เราต้องมาคิดว่าจะทำอย่างไรให้เกิด effect น้อบที่สุด" แต่ต้องไม่ลืมว่ากระบวนการหนึ่งๆ อาจไม่เกิดปัญหาในองค์กรอีกแห่งหนึ่งได้เพราะเหตุนี้จึงต้องบอกว่า Bullwhip Effect เป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงได้ยากเมื่อมี Supply Chain Management จึงขึ้นอยู่กับการบริหารกระบวนการและข้อมูลให้สัมพันธ์ในแต่ละห่วงโซ่ขององค์กรต่างๆ โดโนเวน ยังบอกอีกว่าองค์กรที่มีปัญหาเหล่านี้เสียบ้างจะเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดการทำงานที่ดีขึ้น พูดกันง่ายๆ ก็คือ Bullwhip Effect ในปริมาณน้อยๆ จะช่วยเสริมสร้างประสิทธิภาพให้กับองค์กรได้ (แต่อย่ามากนัก ไม่งั้นคงเหนื่อย) เข้าทำนอง "ปัญหามา ปัญญามี"